ข่าวบ้านเฮา
ฟังเพลงบ้านเฮา
รวมภาพบ้านเฮา
    Get the Flash Player to see the slideshow.
โสเหล่ออนไลน์
ข้อความล่าสุด
1 week, 6 days
 ที่ผ่านมา
1 guest is online.
  • อารมณ์ : ครับ
  • ไอ้จุก : สวัสดีครับอาจารย ์
  • ครูสมบ : ดี
  • ครูสมบ : ดีๆครับ
  • Guest_4981 : ปีใหม่53กลับบ้าน ม่วนนำกันเด้อ
  • หนึ่ง : คิดถึงเพื่อนทุกๆ คนมากนะ
  • หนึงค่ : อยากกลับหาเพื่อน ๆที่นั้นจังเลย
  • หนึงค่ : อยากกลับไปบ้านละ ทายจัง
  • อีโก้ : อยากไปกราบหลวงปู ่เพ็ง
  • Guest_3564 : คิดฮอดบ้านเด้
  • pairoj48@hotmail.c : «link» เว๊ปสำหรับคนรุ่น ใหม่เพื่อระดมสมอ งในการพัฒนาประเท ศและระบบราชการไท ย
  • bird : คิดฮอดบ้านเด้
  • ไอ้จุก : ยินดีตอนรับครับ
  • พลอย : ขอเป็นสมาชิกด้วย คนนะค่ะ
  • ไอ้จุก : สวัสดีครับ พี่น้องบ้านเฮา
  • admin : hi
แนะนำเว็บไซต์



News..
เข้าสู่ระบบ

 เรียบเรียง: กอง สายเสน        

       ที่ดินที่ตั้งเดิมเป็นหมู่บ้านละทายในปัจจุบัน เมื่อก่อนเป็นเนินทรายลักษณะสูง ค่อยลาดต่ำลงด้านข้างโดยรอบเนินดิน มีต้นใม้ใหญ่ขึ้นอยู่ทั่วไป เรียกเนินดินแห่งนี้ว่าเนินทราย ครั้นนานมา จึงมีเสียงเพี้ยนไปอีก เป็น บ้านละทาย”          ผู้มาตั้งหมู่บ้านเป็นคนแรกคือ พวกขา พวกขอม คนพื้นเมืองของชาวบ้านละทายคือคนป่า คนดอย คนพวกนี้พากันกินอยู่กัยอย่างง่าย รักสงบ ช่วยเหลือตัวเอง การหลบลี่หนีภัย ก็ไปกันเป็นหมู่กลุ่ม กลุ่มละ 4 -5 ครอบครัว ชอบประกอบการอาชีพเกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์ ภายหลังเมื่อเกิดเป็นชุมชนใหญ่ จึงมีการปั้นดินเผา ทำเครื่องใช้ต่างๆ ภายหลังเมื่อมีการย้ายที่อยู่อาศัย  ได้นำเอาหม้อ หรือใหใส่เครื่องใช้ฝัง แล้วก็พากันหนี้ไป มีผู้ขุดพบไหไพที่ทำด้วยดินเหนี่ยว เป็นไหทรงสูง

f31602a.jpg

(ผมสงสัยว่าไหไพเป็นยังไงก็เลยหารูปมาให้ดูน่าจะใช่ครับ)

      มีลวดลาย มี 4 หู เมื่อประมาณ 70 กว่าปีที่ผ่านมา ได้พบพวกข่า มาตามหาซื้อไหไพ ในราคา 3 ตำลึง 4 ตำลึง (หนึ่งตำลึงเท่ากับ 4 บาท) ไหไพเป็นของบรรพบุรุษ คนพวกนี้เป็นคนผิวดำ ร่างกายแคระแกร็น ผมหยิกหยอง ไม่นิยมใส่เลื้อ เห็นมีนุ่งผ้าเหน็บเตี่ยวเพียงผืนเดียว บนหลังพายโซนใส่สิ่งของ พวกนี้ภายหลังพากันอพยพไปอยู่ทางประเทศเขมร และที่นครจำปาศักดิ์       เมื่อ พ.ศ. 2323 พระประทุมราชวงศา เป็นเจ้าเมืองอุบลฯ ก็ได้ทำการปกครองบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบมา ได้จัดแบ่ง แต่งตั้งให้ไพร่พลออกไปจัดหาที่ดิน ทำเล ที่ตั้งหมู่บ้านตามที่ต่างๆ ในบริเวณขอบขันธสีมาของเมืองอุบลฯ เพื่อจะได้ข้าวปลา อาหารมาเลี้ยงทหาร จะได้เป็นกำลังป้องกันเมืองอุบลฯ ให้พ้นจากภัยพิบัติต่างๆ ของอริราชศัตรู ต่อไป จึงได้จัดแบ่งไพร่พลออกเป็น 5 สาย ในสายที่ 5 นี้ ได้ส่งท้าวเชียงกับไพร่พลมาประมาณ 50 กว่าคน มาอยู่ที่บ้านละทายแห่งนี้ บ้านละทายจึงเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่เพิ่มมากขึ้น เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ ชาวบ้านละทายหลายครอบครัวได้แยกไปตั้งหมู่บ้านรายรอบหมู่บ้านละทาย พวกหนึ่งไปทางทิศเหนือ ตั้งหมู่บ้าน “อ้น” ทางทิศใต้ตั้งหมู่บ้าน “ยางหัวถ่ง” และทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ไปตั้งหมู่บ้านหนองตอ หมู่บ้านเหล่านี้ตั้งอยู่นาน จนถึงหมู่บ้านที่มีวัด มีสิมอยู่ประจำทุกหมู่บ้าน ครั้นต่อมาเป็นเวลาหลาย หมู่บ้านเหล่านี้เกิดการเจ็บป่าย  เพราะไข้มาเลเรีย จึงหนีอพยพกลับมาอยู่รวมกันที่บ้านละทาย ทำให้บ้านละทายเกิดเป็นคุ้มต่างๆขึ้น คือ บ้านอ้นอพยพมาอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน เป็น คุ้มกกโพธิ์” บ้านหนองตอเข้ามาอยู่เป็น คุ้มหนองบัว”คุ้มหนองตอแหล” ส่วนบ้านยางหัวถ่งได้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านละทายเป็น คุ้มกลาง” และ คุ้มหนองฮี”       ครั้นแล้ว เมื่อหลายหมู่บ้านพากันอพยพมาอยู่รวมกันในหมู่บ้านละทาย แล้ว จึงเป็นหมู่บ้านใหญ่ เนินดินจึงแคบ หลายคนจึงร่วมกันขุดดินรายรอบหมู่บ้านมาถมที่ให้สูงเพื่อปลูกบ้าน และทำสวนปลูกพืชจนรอบเนินดิน ทำให้เกิดเป็นหนองน้ำต่างๆ จนรอบหมู่บ้าน มีชื่อว่า หนองหว้า หนองสิม หนองฮี หนองโพธิ์ หนองตาแหล หนองบัว หนองข่อย ฯลฯ คงเหลือเป็นถนน หรือทางเข้าหมู่บ้านเพียง 4 ทาง 4 ทิศเท่านั้น      

       ยังมีอีกตำนานหนึ่งได้เล่าขายสืบต่อกันว่า สึกชิงนางระหว่างท้าวกาฬหงษ์แห่งเมืองพนา  บริเวณเมืองศรีสะเกษเป็นเมืองโบราณ เรียกชื่อว่า เมืองอินทะเกษ  ในอำเภอเขื่องในทุกวันนี้ก็มีเมืองชีทวน  เจ้าเมืองชีทวนมีธิดาสาว ชื่อนางเจียงได นางมีรูปโฉมงดงามมาก เป็นที่หมายปองของหนุ่มผู้ครองนครทั้งหลาย  ท้าวกาฬหงษ์และท้าวอินทะเกษ  ทั้งสองคน  ได้หลงรักนางเจียงได  เป็นอย่างยิ่ง  ท้าวกาฬหงษ์ได้มาสู่ขอนางเจียงได เจ้าเมืองชีทวนก็ยินดียกให้พร้อมกับกำหนดวันแต่งงานตามประเพณี เจ้าเมืองอินทะเกษทราบข่าวไม่พอใจจึงยกไพร่พลไปชิงเอานางเจียงไดมาเป็นของตน ท้าวกาฬหงษ์ทราบข่าว ได้ยกไพร่พลตามมา ได้ตั้งฐานทัพอยู่บริเวณหนองกันช้าง บ้านเมืองน้อย ตำบลเมืองน้อยฝ่ายท้าวอินทะเกษอยู่ที่เนินลาดทราย อันเป็นเนินดินของหมู่บ้านละทายทุกวันนี้ทั้งสองทัพได้ขุดดิน สร้างฐานทัพ  สร้างประตู  หอยาม  เตรียมต่อสู้กันท้าวอินทะเกษได้ตั้งค่าย โดยการขุดดินถมเนินดินเป็นหนองน้ำ ฝ่ายตรงข้ามจะเข้าทัพได้ยาก ตรงทางเข้าสู่เนินดิน ได้ทำเป็นถนนเข้าสู้บานทัพ สร้างป้อมยามไว้ทั้ง 4  ทิศ  การรบสมัยนั้นรบกันแบบโบราณ พอได้เวลารบก็ตีฆ้องให้สัญญาณดังนั้นเนินดินที่เป็นหมู่บ้านละทาย จึงเป็นเนินดินที่สูง  มีหนองน้ำอยู่จนรอบหมู่บ้านระหว่างกึ่งกลางบ้านเมืองน้อยกับบ้านละทาย จึงมีหนองน้ำ เรียกชื่อหนองนั้นว่า  หนองฆ้อง   อยู่เท่าทุกวันนี้            การรบต่อสู้กันเป็นเวลานาน  จนนางเจียงไดตั้งท้อง  และคลอดบุตรที่ฐานทัพแห่งนี้  นางเจียงไดคลอดบุตรเป็นชาย มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ ไม่น่าดูจึงนำบุตรไปล่องแพลอยน้ำหนีไปตามลำน้ำมูล นางเจียงไดมีความรู้สึกโศรกเศร้า เป็นอย่างมาก หลายวันที่ต้องมานั่งที่ฝั่งลำน้ำมูลแห่งนี้ ต่อมาได้เรียกที่แห่งนั้นว่า ท่านางเหงา จนเท่าทุกวันนี้         

        เมื่อตั้งเป็นหมู่บ้านแล้ว ในปี พ.ศ. 2310 จึงเลือกเอาที่ดินทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านติดกับทุ่งนาเป็นที่ตั้งวัดบ้านละทาย  โดยที่แห่งนี้มีต้นโพธิ์เกิดอยู่หลายต้น ได้ตั้งชื่อวัดว่า  วัดโพธิ์ศรี ’’ ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลานานมาถึง 200 ปีกว่ามาแล้ว ก็ยังมีต้นโพธิ์ใหญ่ไว้ให้ลูกหลานได้เห็นหลายต้น เท่าที่ได้ฟังคนเฒ่าคนแก่ได้เล่าขานกันมาว่า ที่วัดบ้านละทายแห่งนี้มีพระภิกษุเป็นพระอุปัชฌาย์มาหลายรูปดังต่อไปนี้           

  • พระอุปัชฌาย์จางวาง ( สังข์ )  เกิดที่บ้านละทาย อายุ 90 ปี มรณภาพประมาณ พ.ศ. 2396 มีอำนาจปกครองทุกวัดในเขตฟากมูล ท่านรูปนี้ได้สร้างหอไตรหรือสิมน้ำไว้ แล้วทำสะพานไม้ทอดไปยังสิมกลางน้ำ และได้สร้างพระอุโบสถหลังแรก เมื่อปี พ.ศ. 2320                             
  • พระอุปัชฌาย์มหาขันธ์ ( ยาครูเขียว ) เป็นคนเกิดที่บ้านละทายมรณภาพในปี พ.ศ. 2466 อายุ 80 ปี ในปี พ.ศ. 2456 ท่านได้สร้างศาลาการเปรียญ ( หัวแจก ) ใช้ต้นเสา และไม้อุปกรณ์อื่น ๆ เป็นไม้ขนาดใหญ่ปี พ.ศ 2464  ได้ใช้เป็นโรงเรียนประชาบาล แต่ต่อมาภายหลังจึงได้ย้ายออกจากวัดไปตั้งเป็นเอกเทศถาวรที่บ้านยางน้อย                                                           
  • พระอุปัชฌาย์ทัน พุทธสาโร ( ทัน  บุญศักดิ์ )  เกิดวันที่  13  พฤศจิกายน  2424 มรณภาพเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน  2486 อายุได้ 62 ปีเกิดที่บ้านละทาย ท่านได้ซ่อมแซม ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ และสร้างกุฏิหลังเดิมสร้างรั้วรอบบริเวณวัดจนรอบด้วยไม้กรันเกราและไม้ประดู่ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังได้สร้างศาลาพักร้อน และหอกลองไว้สำหรับนั่งเล่นและพักผ่อน                    
  • พระอุปัชฌาย์กลม  ปุสโส เกิดวันที่ 5 พฤษภาคม  2449  ที่บ้านยางน้อย ตำบลละทาย มรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2522  อายุ 73  ปี ท่านได้สร้างศาลาการเปรียญไว้ 1 หลัง  คือหลังปัจจุบัน นอกจากนี้ท่านได้ร่วมสร้างโรงเรียนละทายวิทยา จนเป็นผลสำเร็จมาด้วยดี                    
  • พระอุปัชฌาย์เพ็ง  จันทรังสี ( พระครูโสภณจันทรังสี ) นามเดิมว่า เพ็ง พละศักดิ์ เกิดที่บ้านละทาย  เมื่อวันที่ 16  มีนาคม  2466  สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 2  จากโรงเรียนมัธยมกันทรารมย์ ( โรงเรียนไก่แก้ว บุญมูล ) โดยเป็นครูประชาชนบาลมาก่อน รับราชการครูครั้งแรกที่โรงเรียนบ้านอาลัยตำบลจาน อำเภอกันทรารมย์  ต่อมาไปเป็นครูที่บ้านสำอาง อำเภอทราปริวัติ  นครจำปาศักดิ์ รับราชการได้ 2 ปี ก็ออกมาบรรพชาที่วัดโพธิ์ศรีละทายแห่งนี้เมื่อวันที่  12  พฤศจิกายน  2486  ท่านพระครูโสภณจันทรังสี มีความสนใจในด้านการศึกษามาก ระหว่างอุปสมบท ได้ศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดบ้านนาคำใหญ่
  •