ภูมิหลังละทายบ้านของเฮา
เรียบเรียง: กอง สายเสน
ที่ดินที่ตั้งเดิมเป็นหมู่บ้านละทายในปัจจุบัน เมื่อก่อนเป็นเนินทรายลักษณะสูง ค่อยลาดต่ำลงด้านข้างโดยรอบเนินดิน มีต้นใม้ใหญ่ขึ้นอยู่ทั่วไป เรียกเนินดินแห่งนี้ว่าเนินทราย ครั้นนานมา จึงมีเสียงเพี้ยนไปอีก เป็น “บ้านละทาย” ผู้มาตั้งหมู่บ้านเป็นคนแรกคือ พวกขา พวกขอม คนพื้นเมืองของชาวบ้านละทายคือคนป่า คนดอย คนพวกนี้พากันกินอยู่กัยอย่างง่าย รักสงบ ช่วยเหลือตัวเอง การหลบลี่หนีภัย ก็ไปกันเป็นหมู่กลุ่ม กลุ่มละ 4 -5 ครอบครัว ชอบประกอบการอาชีพเกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์ ภายหลังเมื่อเกิดเป็นชุมชนใหญ่ จึงมีการปั้นดินเผา ทำเครื่องใช้ต่างๆ ภายหลังเมื่อมีการย้ายที่อยู่อาศัย ได้นำเอาหม้อ หรือใหใส่เครื่องใช้ฝัง แล้วก็พากันหนี้ไป มีผู้ขุดพบไหไพที่ทำด้วยดินเหนี่ยว เป็นไหทรงสูง
ภูมิหลังละทายบ้านเฮา
มีลวดลาย มี 4 หู เมื่อประมาณ 70 กว่าปีที่ผ่านมา ได้พบพวกข่า มาตามหาซื้อไหไพ ในราคา 3 ตำลึง 4 ตำลึง (หนึ่งตำลึงเท่ากับ 4 บาท) ไหไพเป็นของบรรพบุรุษ คนพวกนี้เป็นคนผิวดำ ร่างกายแคระแกร็น ผมหยิกหยอง ไม่นิยมใส่เลื้อ เห็นมีนุ่งผ้าเหน็บเตี่ยวเพียงผืนเดียว บนหลังพายโซนใส่สิ่งของ พวกนี้ภายหลังพากันอพยพไปอยู่ทางประเทศเขมร และที่นครจำปาศักดิ์ เมื่อ พ.ศ. 2323 พระประทุมราชวงศา เป็นเจ้าเมืองอุบลฯ ก็ได้ทำการปกครองบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบมา ได้จัดแบ่ง แต่งตั้งให้ไพร่พลออกไปจัดหาที่ดิน ทำเล ที่ตั้งหมู่บ้านตามที่ต่างๆ ในบริเวณขอบขันธสีมาของเมืองอุบลฯ เพื่อจะได้ข้าวปลา อาหารมาเลี้ยงทหาร จะได้เป็นกำลังป้องกันเมืองอุบลฯ ให้พ้นจากภัยพิบัติต่างๆ ของอริราชศัตรู ต่อไป จึงได้จัดแบ่งไพร่พลออกเป็น 5 สาย ในสายที่ 5 นี้ ได้ส่งท้าวเชียงกับไพร่พลมาประมาณ 50 กว่าคน มาอยู่ที่บ้านละทายแห่งนี้ บ้านละทายจึงเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่เพิ่มมากขึ้น เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ ชาวบ้านละทายหลายครอบครัวได้แยกไปตั้งหมู่บ้านรายรอบหมู่บ้านละทาย พวกหนึ่งไปทางทิศเหนือ ตั้งหมู่บ้าน “อ้น” ทางทิศใต้ตั้งหมู่บ้าน “ยางหัวถ่ง” และทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ไปตั้งหมู่บ้านหนองตอ หมู่บ้านเหล่านี้ตั้งอยู่นาน จนถึงหมู่บ้านที่มีวัด มีสิมอยู่ประจำทุกหมู่บ้าน ครั้นต่อมาเป็นเวลาหลาย หมู่บ้านเหล่านี้เกิดการเจ็บป่าย เพราะไข้มาเลเรีย จึงหนีอพยพกลับมาอยู่รวมกันที่บ้านละทาย ทำให้บ้านละทายเกิดเป็นคุ้มต่างๆขึ้น คือ บ้านอ้นอพยพมาอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน เป็น “คุ้มกกโพธิ์” บ้านหนองตอเข้ามาอยู่เป็น “คุ้มหนองบัว” “คุ้มหนองตอแหล” ส่วนบ้านยางหัวถ่งได้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านละทายเป็น “คุ้มกลาง” และ “คุ้มหนองฮี” ครั้นแล้ว เมื่อหลายหมู่บ้านพากันอพยพมาอยู่รวมกันในหมู่บ้านละทาย แล้ว จึงเป็นหมู่บ้านใหญ่ เนินดินจึงแคบ หลายคนจึงร่วมกันขุดดินรายรอบหมู่บ้านมาถมที่ให้สูงเพื่อปลูกบ้าน และทำสวนปลูกพืชจนรอบเนินดิน ทำให้เกิดเป็นหนองน้ำต่างๆ จนรอบหมู่บ้าน มีชื่อว่า หนองหว้า หนองสิม หนองฮี หนองโพธิ์ หนองตาแหล หนองบัว หนองข่อย ฯลฯ คงเหลือเป็นถนน หรือทางเข้าหมู่บ้านเพียง 4 ทาง 4 ทิศเท่านั้น
ยังมีอีกตำนานหนึ่งได้เล่าขายสืบต่อกันว่า สึกชิงนางระหว่างท้าวกาฬหงษ์แห่งเมืองพนา บริเวณเมืองศรีสะเกษเป็นเมืองโบราณ เรียกชื่อว่า เมืองอินทะเกษ ในอำเภอเขื่องในทุกวันนี้ก็มีเมืองชีทวน เจ้าเมืองชีทวนมีธิดาสาว ชื่อนางเจียงได นางมีรูปโฉมงดงามมาก เป็นที่หมายปองของหนุ่มผู้ครองนครทั้งหลาย ท้าวกาฬหงษ์และท้าวอินทะเกษ ทั้งสองคน ได้หลงรักนางเจียงได เป็นอย่างยิ่ง ท้าวกาฬหงษ์ได้มาสู่ขอนางเจียงได เจ้าเมืองชีทวนก็ยินดียกให้พร้อมกับกำหนดวันแต่งงานตามประเพณี เจ้าเมืองอินทะเกษทราบข่าวไม่พอใจจึงยกไพร่พลไปชิงเอานางเจียงไดมาเป็นของตน ท้าวกาฬหงษ์ทราบข่าว ได้ยกไพร่พลตามมา ได้ตั้งฐานทัพอยู่บริเวณหนองกันช้าง บ้านเมืองน้อย ตำบลเมืองน้อยฝ่ายท้าวอินทะเกษอยู่ที่เนินลาดทราย อันเป็นเนินดินของหมู่บ้านละทายทุกวันนี้ทั้งสองทัพได้ขุดดิน สร้างฐานทัพ สร้างประตู หอยาม เตรียมต่อสู้กันท้าวอินทะเกษได้ตั้งค่าย โดยการขุดดินถมเนินดินเป็นหนองน้ำ ฝ่ายตรงข้ามจะเข้าทัพได้ยาก ตรงทางเข้าสู่เนินดิน ได้ทำเป็นถนนเข้าสู้บานทัพ สร้างป้อมยามไว้ทั้ง 4 ทิศ การรบสมัยนั้นรบกันแบบโบราณ พอได้เวลารบก็ตีฆ้องให้สัญญาณดังนั้นเนินดินที่เป็นหมู่บ้านละทาย จึงเป็นเนินดินที่สูง มีหนองน้ำอยู่จนรอบหมู่บ้านระหว่างกึ่งกลางบ้านเมืองน้อยกับบ้านละทาย จึงมีหนองน้ำ เรียกชื่อหนองนั้นว่า “ หนองฆ้อง “ อยู่เท่าทุกวันนี้ การรบต่อสู้กันเป็นเวลานาน จนนางเจียงไดตั้งท้อง และคลอดบุตรที่ฐานทัพแห่งนี้ นางเจียงไดคลอดบุตรเป็นชาย มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ ไม่น่าดูจึงนำบุตรไปล่องแพลอยน้ำหนีไปตามลำน้ำมูล นางเจียงไดมีความรู้สึกโศรกเศร้า เป็นอย่างมาก หลายวันที่ต้องมานั่งที่ฝั่งลำน้ำมูลแห่งนี้ ต่อมาได้เรียกที่แห่งนั้นว่า “ ท่านางเหงา “ จนเท่าทุกวันนี้
เมื่อตั้งเป็นหมู่บ้านแล้ว ในปี พ.ศ. 2310 จึงเลือกเอาที่ดินทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านติดกับทุ่งนาเป็นที่ตั้งวัดบ้านละทาย โดยที่แห่งนี้มีต้นโพธิ์เกิดอยู่หลายต้น ได้ตั้งชื่อวัดว่า “ วัดโพธิ์ศรี ’’ ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลานานมาถึง 200 ปีกว่ามาแล้ว ก็ยังมีต้นโพธิ์ใหญ่ไว้ให้ลูกหลานได้เห็นหลายต้น เท่าที่ได้ฟังคนเฒ่าคนแก่ได้เล่าขานกันมาว่า ที่วัดบ้านละทายแห่งนี้มีพระภิกษุเป็นพระอุปัชฌาย์มาหลายรูปดังต่อไปนี้



